Leaf
Leaf

วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

อันดับที่ 1 อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

                 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดอยอินทนนท์
                                                                                                                                                                           ฮอตฮิตไม่มีตกเทรนด์สำหรับ ดอยอินทนนท์ หรือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพราะไม่ว่าจะรักการเที่ยวแบบชิล ๆ หรือลุย ๆ สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งนี้ ก็พร้อมต้อนรับด้วยความงดงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง รวมถึงมีอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีหมอกปกคลุมเกือบทั้งวัน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้มีผู้มาเยือนที่นี่อย่างไม่ขาดสาย

                ส่วนสถานที่น่าสนใจ ณ ดอยอินทนนท์ ได้แก่ น้ำตกแม่ยะ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงามมากแห่งหนึ่ง เพราะน้ำซึ่งไหลลงมาจากหน้าผาที่สูงชัน 280 เมตร ลงมากระทบโขดหินเป็นชั้น ๆ เหมือนม่าน แล้วลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่าง น้ำใสเย็นเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ, น้ำตกแม่กลาง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ชั้นเดียว สูงประมาณ 100 เมตร ต้นน้ำอยู่บนดอยอินทนนท์ มีน้ำไหลตลอดปี มีความสวยงามตามธรรมชาติ, น้ำตกวชิรธาร เดิมชื่อ "ตาดฆ้องโยง" น้ำจะดิ่งจากผาด้านบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ในช่วงที่มีน้ำมากละอองน้ำจะสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณรู้สึกได้ถึงความเย็นและชุ่มชื้น              
                    ถ้ำบริจินดา ภายในถ้ำลึกหลายกิโลเมตร เพดานถ้ำมีหินงอกหินย้อย หรือชาวเหนือเรียกว่า "นมผา" สวยงามมาก มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในถ้ำด้วย, น้ำตกสิริภูมิ ไหลมาจากหน้าผาสูงชัน เป็นทางยาวสวยงามมาก สามารถมองเห็นได้จากบริเวณที่ทำการอุทยาน เป็นสายน้ำตกแฝดไหลลงมาคู่กัน


                โครงการหลวงดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ในบริเวณดอยอินทนนท์ เป็นสถานีวิจัยดอกไม้เมืองหนาวเป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีโครงการวิจัยสตรอว์เบอร์รี โครงการวิจัยกาแฟ โครงการวิจัยฝรั่งคั้นน้ำ ไม้ผล เช่น สาลี่ พลับ กีวี ทิบทิมเมล็ดนิ่ม ฯลฯ ไม้ดอก เช่น แกลดิโอลัส กุหลาบ เยอบีรา ฯลฯ ผัก เช่น พริกหวาน มะเขือเทศ เซเลอรี ฯลฯ อีกทั้งยังมีพืชผักสมุนไพรและไม้ผลขนาดเล็ก ซึ่งจัดจำหน่ายภายใต้ตรา "ดอยคำ" นอกจากนี้ ยังมีประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ ได้แก่ การทำนาข้าวขั้นบันไดของเผ่ากะเหรี่ยง ประเพณีกินวอของชาวเผ่าม้งบ้านขุนกลาง 


       
    
                 ภาพจาก http://chiangmaiairportthai.com/th/enjoying-the-cold-breeze-with-9-royal-projects                                                                                                                                                               
                 พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2530 และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ สร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อ พ.ศ. 2535 รอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์ได้อย่างสวยงาม, ยอดดอยอินทนนท์ จุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1009 เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,565 เมตร) มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี เป็นที่ตั้งสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทยและเป็นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้าย

ภาพจาก https://travel.mthai.com/region/north/99627.html
                                                                                                                                                                                   
                  น้ำตกห้วยทรายเหลือง น้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลแรงตลอดปี และไหลจากหน้าผาลงมาเป็นชั้น ๆ เข้าทางเดียวกับน้ำตกแม่ปาน, น้ำตกแม่ปาน นับว่าเป็นน้ำตกที่ยาวที่สุดของเชียงใหม่ก็ว่าได้ น้ำจะตกลงมาจากหน้าผาซึ่งสูงกว่า 100 เมตร เป็นทางยาว ถ้ามองดูแต่ไกลจะเห็นสายน้ำยาวสีขาวตัดกับสีเขียวของต้นไม้ทำให้ดูเด่น น้ำที่ตกลงมายังเบื้องล่างกระทบโขดหินแตกเป็นฟองกระจายไปทั่วบริเวณทำให้มีความชุ่มชื้น เบื้องล่างมีแอ่งน้ำรองรับอยู่ สามารถพักผ่อนลงอาบเล่นได้


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ น้ำตกห้วยทรายเหลือง

                                                                                                                                                                                   เส้นทางศึกษาธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน ระยะทางเดิน 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแท้จริง แต่การใช้เส้นทางนี้ต้องลงทะเบียนขอรับใบอนุญาตให้ใช้เส้นทาง โดยติดต่อที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์อุทยาน และควรจัดกลุ่มละไม่เกิน 15 คน, อ่างกาหลวง เส้นทางนี้มีระยะทาง 1,800 เมตร พื้นที่นี้เป็นหนองน้ำซับในหุบเขา จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ ป่าดิบเขาระดับสูง ลักษณะของพรรณไม้เขตอบอุ่นผสมกับเขตร้อนที่พบเฉพาะในระดับสูง

กิ่วแม่ปาน           
                                                                                                                                                                 กิ่วแม่ปาน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตรง กม.ที่ 42 ของถนนสายจอมทอง-ยอดดอยอินทนนท์ ใกล้กับพระมหาธาตุ นภเมทนีดลและ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะสั้น เป็นวงรอบระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตร จาก ระดับน้ำทะเลถือ เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและ ทะเลหมอกที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง ของดอยอินททนท์เส้นทางช่วงแรกผ่านเข้าไปในป่าดิบเขาซึ่งมี บรรยากาศร่มครึ้ม มีแสงแดดส่องลงมาเพียงรำไรตามพื้นป่าเต็มไปด้วย เฟินหลากหลายชนิด มีมอสสีเขียวขึ้นคลุมตามโคนต้นไม้และบริเวณริมห้วยที่ชุมชื้น ทางจะเดินขึ้นเขาจนทะลุออก ยังทุ่งหญ้าโล่งกว้าง ของ สันกิ่วแม่ปานซึ่งมีแสง แดดจ้าและสายลมแรงมาถึงจุดชมวิวสูงสุด ถัดจากจุดชมวิวไปจะเป็นทางเดิน เลียบไปตามสันเขาเลียบหน้าผา มีความกว้างประมาณ 1 เมตร ซึ่งจะสามารถเดินได้เพียงคนเดียว จึงเป็นที่มาของชื่อ “กิ่วแม่ปาน” ระหว่างทางจะมีต้นไม้ น้อยใหญ่ ให้ชมอย่างเพลิดเพลิน


ภาพจาก  https://pantip.com/topic/31109009
                  
               กิ่วแม่ปาน เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะสั้นบนดอยอินทนนท์ ที่ตลอดเส้นทางเดินจะแบ่งป่าออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือป่าดิบเขากับทุ่งหญ้าบนสันเขา ช่วงแรกจะเป็นเขตป่าดิบเขาที่เรียกว่า "ป่าเมฆ" ที่มาจากระดับความสูงที่ระดับเดียวกับเมฆ มีเมฆปกคลุมตลอดทั้งปี บรรยากาศโดยทั่วไปของที่นี่จะมืดครึ้ม มีแสงแดดลอดผ่านเข้ามาแบบรำไรท่ามกลางมอสส์ที่ห้อยระย้า ฝอยลมตามต้นไม้ขนาดใหญ่ และเฟิร์นหลากชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ที่นี่จะถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวและอากาศเย็นจัดตลอดทั้งปี จากนั้นจะเดินเข้าสู่ป่าทุ่งหญ้าบนสันเขาขนาดใหญ่กับทุ่งหญ้าสีเขียวในฤดูฝนแล้วค่อยๆ กลายเป็นสีน้ำตาลในช่วงฤดูร้อน ส่วนกฎของที่นี่คือห้ามเดินออกนอกเส้นทางนอกรั้วไม้ที่กำหนดไว้ เพราะบริเวณโดยรอบเป็นริมเขาที่มีความลาดชันและบางช่วงเป็นหน้าผาที่มีความอันตราย

ภาพจาก http://www.painaidii.com/business/146657/photo/12/lang/th/


                นอกจากนี้แล้วจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่สันเขานี้จะมีต้นกุหลาบพันปีสีแดงสด ออกดอกให้ได้ชื่นชมกันในช่วงฤดูหนาว และถ้าหากโชคดี อาจได้เห็นกวางผา (เป็นสัตว์สงวนหายากที่ใกล้สูญพันธุ์) ตามริมหน้าผาแห่งนี้ด้วย และเมื่อผ่านพ้นสันเขาไปแล้วจะเป็นจุดสุดท้าย (ทางเดินกลับ) จะเดินเข้าสู่ป่าดิบชื้นอีกครั้ง ผ่านลำน้ำหลายจุด ทางเดินจะเป็นทางเดินขึ้นและลงสลับกันไป ระหว่างทางจะมีต้นไม้และ ดอกไม้รูปร่างแปลกตาให้ชมอย่างเพลิดเพลิน รวมระยะทาง ทั้งหมดประมาณ3กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดิน 2-3ชั่วโมง เส้นทางนี้ อยู่ที่ระดับ ความสูงประมาณ2,000เมตรจากระดับน้ำทะเล เส้นทางนี้สามารถพบ ดอกไม้หายากได้มากมาย เช่น สุวรรณนภา บีโกเนียป่า

ภาพจาก http://www.manager.co.th/travel/viewnews.aspx?NewsID=9590000008758


การเดินทางไปดอยอินทนนน์


จากตัวเมืองเชียงใหม่ สามารถเดินทางไปยังกิ่วแม่ปานอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ได้ 3 เส้นทางคือ
                                                                                                                                                            เส้นทางที่ จากจังหวัดเชียงใหม่เดินทางโดยใช้เส้นทางถนนสายเชียงใหม่ -ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอ หางดงและอำเภอสันป่าตอง ไปยังอำเภอจอมทอง ก่อนถึงอำเภอจอมทองประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามถนนสายจอมทอง- อินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่กิโลเมตรที่ 8 (น้ำตกแม่กลาง) และ ตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 49.8 กม                                  
                                                  
           เส้นทางที่ จากจังหวัดเชียงใหม่เดินทางตามเส้นทางถนนสานเชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทองและอำเภอฮอด จากอำเภอฮอดเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง ฮอด (ทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอุทยานแห่งชาติออบหลวง แล้วเลี้ยวขวาต่อไปยังอำเภอแม่แจ่มโดยเส้นทางสาย ออบหลวง-แม่แจ่ม (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1088) จากอำเภอแม่แจ่มใช้เส้นทางสายแม่แจ่ม-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1192) ขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ ที่ถนนสายจอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009 กิโลเมตรที่ 38-39)
                                                                                                                                                           เส้นทางที่ ซึ่งเป็นเส้นทางสู่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่ค่อนข้างจะลำบาก โดยทางจากจังหวัดเชียงใหม่ตามเส้นทางถนนสาย เชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ผ่านอำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง จากอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวา ตามถนน สายสันป่าตอง - บ้านกาด-แม่วิน (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1013) แล้วต่อด้วยเส้นทาง ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1284 หรือ เส้นทาง ร.พ.ช. ผ่านบ้านขุนวาง และขึ้นสู่ถนนสายจอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ที่กิโลเมตรที่ 31 ใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ


คลิปวิดีโอเพิ่มเติม




ข้อมูลจาก https://travel.kapook.com/view33470.html


อันดับที่ 2 ดอยหลวงเชียงดาว


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดอยหลวงเชียงดาว

ดอยหลวงเชียงดาว สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ สูงถึง 2,275 เมตร จากระดับน้ำทะเล ในสมัยโบราณดอยเชียงดาวถูกเรียกว่า ดอยอ่างสลุงซึ่ง ชาวเชียงใหม่เชื่อกันตามตำนานเมืองเชียงใหม่ว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อม พระอรหันต์ 8 องค์ทรงลงสรงน้ำในสลุงทองคำหรือบริเวณอ่างสลุงนั่นเอง บางคนเรียกดอยแห่งนี้ว่า ดอยหลวง เนื่องจากเป็นดอย ที่มีขนาดสูงใหญ่ (หลวง หมายความว่า ใหญ่ ” ) เพี้ยนเป็นดอยหลวงเพียงดาว จนกระทั่งกลายมาเป็น “ ดอยหลวงเชียงดาว หรือ ดอยเชียงดาว

ในปัจจุบันประกอบด้วยยอดเขาสำคัญ คือยอดสูงสุดดอยหลวงเชียงดาว สูงจากระดับน้ำทะเล 2,225 เมตร และยังมียอดเขาอีก หลายยอดที่มีความสูงโดดเด่น สามารถชมทิวทัศน์ได้แตกต่างกันออกไป เช่น ดอยกิ่วลมสูงจากระดับน้ำทะเล 2,140 เมตร และดอยเหนือหรือดอยพีระมิดสูงจากระดับน้ำทะเล 2,175 เมตร ดอยหนอกสูงจากระดับน้ำทะเล 2,000 เมตร และดอยสามพี่น้อง สูงจากระดับน้ำทะเล 2,150 เมตร ยอดเขา ที่อนุญาตให้ขึ้นไปท่องเที่ยวทั้งหมด 2 ยอดด้วยกัน คือ ยอดดอยกิ่วลมซึ่งเหมาะกับการ ไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้า และยอดดอยสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว เหมาะสำหรับไปชมพระอาทิตย์ตก 

ช่วงเวลาท่องเที่ยวทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียเชียงดาวเปิดให้ท่องเที่ยวได้เป็นเวลา 5 เดือนตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ถึง 31 มี.ค. ของทุกปี


ดอยหลวงเชียงดาว

ดอยหลวงเชียงดาว เป็นภูเขาหินปูนล้วนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัยเป็นภูเขาหินปูนที่เกิดขึ้นในยุคเพอร์เมียน มีอายุ ระหว่าง 230-250 ล้านปี เป็นหมู่หินราชบุรีของไทย ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนทะเล และซากสัตว์ที่มีหินปูน สันนิษฐานว่า พื้นที่ในบริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นท้องทะเลมาก่อนที่การตกตะกอนทับถมของซากสิ่งมีชีวิต เช่น ปะการังและหอย  เป็นภูเขาที่ไม่มี แหล่งเก็บน้ำ ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ที่นี้มีความพิเศษคือ;มีพรรณไม้แบบที่เรียกกว่า กึ่งอัลไพน์แห่งเดียว ในไทย คือ พวกพุ่มไม้เตี้ย ๆ และไม้ล้มลุกเนื่องจากหน้าดินมีน้อย ไม่มีน้ำและอากาศเย็น เป็นพืชแบบแถบหิมาลัย แต่พัฒนาตนเองเป็นพืช เฉพาะถิ่น จึงมีดอกไม้สวย ๆ มากมายที่เราพบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น และพรรณไม้บางสายพันธุ์มีที่ดอยหลวงเชียงดาว ที่เดียวใน เช่น ค้อเชียงดาว  สิงโตเชียงดาว สิงโตขนตาขาว สิงโตตาแดง  สิงโตเล็บเหยี่ยว อั้วปากฝอยเชียงดาว งูเขียวปากม่วง รองเท้านารีเมืองกาญจน์  เอื้องนางเทียน นอกจากนั้นยังมีพรรณไม้ที่โดดเด่นทั้งสวย และมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวอยู่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทียนนกแก้ว ที่ให้ดอกเป็นรูปร่างเหมือนนกแก้ว, ค้อเชียงดาวหรือปาล์มรักเมฆ ที่สามารถขึ้นได้ในสภาพหินปูนและ ท้าแรงลมอยู่ตามไหล่เขา ได้อย่างน่าอัศจรรย์  เหยื่อจงหรือเทียนหมอคา ซึ่งเป็นเทียนที่ใหญ่ที่สุด ชมพูพิมพ์ใจหรือแม้แต่กุหลาบ เลื้อยเชียงดาวหรือศรีจันทรา นอกจากนี้ดอยหลวงเชียงดาวยังเป็น แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่หายากและใกล้สูญพันธุ์เช่น ผีเสื้อสมิงเชียงดาวไก่ฟ้าหางลายขวาง กวางผาหรือที่ชาวบ้านเรียก กันว่า ม้าเทวดาและเลียงผาเป็นต้น  


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดอยหลวงเชียงดาว

เส้นทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาวที่อนุญาตให้ขึ้นมี 2 เส้นทาง
                                                                                                                                                                             1. เส้นทางเด่นหญ้าขัด-อ่างสลุง เดินสบายที่สุดแต่ต้องเช่ารถขึ้นไปส่งค่อนข้างไกลใช้เวลานั่งรถไปถึงจุดเริ่มเดินเท้าประมาณ ชั่วโมงครึ่ง เป็นเส้นทางที่นิยมใช้มากที่สุดเนื่องจากตลอดเส้นทางไม่ชันมาก แต่ถือเป็นเส้นทางที่ไกลที่สุดจากจุดเริ่มต้นขึ้นไป ถึงยอดดอยประมาณ 8.5 ก.ม. การเดินเท้าเริ่มที่เด่นหญ้าขัด(หน่วยฯขุนห้วยแม่กอก) มีจุดพักแรมระหว่างทางที่ดงท้อและปลายทาง ที่อ่างสลุงระหว่างทางจะมีทั้งพันธุ์ไม้ทั่วไป และพันธุ์ไม้หายาก

         2. เส้นทางปางวัว-อ่างสลุง ระยะทางประมาณ 6.5 ก.ม.เส้นทางค่อนข้างชันในช่วงแรก เริ่มที่ปางวัว(บ.นาเลาใหม่)มีจุดพักแรม ระหว่างทางที่ดงไผ่หกและปลายทางที่อ่างสลุง รถเก๋งนั้นนำไปจอดฝากไว้ที่ สนง.เขตฯเชียงดาวได้ โดยทั้งสองเส้นทางจะมาบรรจบกันที่สามแยก หลังจากนั้นเดินต่อไปยังเส้นทางเดียวกันไปอ่างสลุงซึ่งเป็นจุดกางเต้นท์


       ดอยหลวงเชียงดาว
ภาพจาก http://www.edtguide.com/story/443695/


คลิปวิดีโอเพิ่มเติม










อันดับที่ 3 ภูชี้ฟ้า



                                                  ภาพจาก https://travel.kapook.com/view675.html

            ภูชี้ฟ้า ภูที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร มีหน้าผายาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว  อยู่ห่างจากดอยผาตั้ง 25 กิโลเมตร  นับว่าเป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น ทางด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทางยอดภูชี้ฟ้ามีลักษณะเป็นผาที่มีแหลมยื่นขึ้นไปบนฟ้าจึงเรียกว่า ภูชี้ฟ้า 
           ภูชี้ฟ้า อยู่ในพื้นที่ของวนอุทยานภูชี้ฟ้า  เป็นรูปลักษณะเห็นภูเขาชี้ขึ้นไปบนฟ้าที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงทำมุม 45 องศา ซึ่งด้านบนมีพื้นที่ราบให้เดินเที่ยวชมประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านหน้าเป็นหน้าผาสูงมองเห็นหมู่บ้านเชียงตองในประเทศลาว เบื้องล่างของหน้าผาเป็นแอ่งหุบเขา เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเชียงตอง แขวงไชยบุรี ประเทศลาว                                                                                                            มีจุดชมวิว ยอดนิยมอยู่ 2 จุด คือบริเวณ ยอดภู และ บริเวณลานก่อนถึงยอดซึ่งจะเห็นภูเขาชี้ได้อย่างชัดเจน

ไฮไลต์สำคัญ ของการมาเที่ยวภูชี้ฟ้า 
           ต้องออกจากที่พักที่เชิงภูตั้งแต่ตีห้า มาเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกสุด อลังการคลอภูขาที่สวยงาม ชมเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ ที่ไม่มีใครเหมือนนั่นคือ ลักษณะภูเขาที่ชี้ไปบนฟ้า หากนักท่องเที่ยวเดินทาง มาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม จะเป็นช่วงเวลา ที่ดอกเสี้ยวหรือ ชงโคป่าจะผลิดอกสีขาวบานสะพรั่งเต็มเชิงเขา หากมาเยือน ภูชี้ฟ้าในช่วงปีใหม่ยัง ได้ชม งานปีใหม่ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงานคือ การโยนลูกช่วงหรือลูกหิน ระหว่างหนุ่ม - สาว  สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี
                                ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ภูชี้ฟ้า                                                                          ภาพจาก  http://www.govivigo.com/ideas/837-thailand-

            นอกจากนี้เสน่ห์ของ "ภูชี้ฟ้า" ยังคงมีบรรยากาศเมืองเหนือเหมือนอุทยานและดอยอื่น ๆ มีหมู่บ้านชาวเขา บริเวณตีนภูชี้ฟ้า เป็นบรรยากาศของการท่องเที่ยวมีที่พักขนาดเล็ก ๆ หลายแห่งให้เลือกใช้บริการ ดำเนินงานโดยชาวเขาบ้างชาวเราบ้าง และที่บริเวณบ้านเช็งเม้งก่อนขึ้นสู่ตีนภูชี้ฟ้า เป็นหมู่บ้านชาวม้ง หากมาเยือนภูชี้ฟ้าในช่วงปีใหม่ยังจะได้ชมงานปีใหม่ ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงานคือการโยนลูกช่วงหรือลูกหินระหว่างหนุ่ม-สาว
           สำหรับภูมิอากาศบนภูเขาจะค่อนข้างเย็น แต่ฤดูกาลจะเป็นแบบมรสุมเมืองร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว แบ่งเป็น 3 ฤดู คือฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

          อย่างไรก็ตาม "ภูชี้ฟ้า" เป็นดอยเดียวที่ชื่อว่า "ภู" ทั้งที่ตามจริงแล้วจะต้องชื่อว่า "ดอยชี้ฟ้า" ตามคำเรียกของทางเหนือ แต่ว่าภูชี้ฟ้าเป็นชื่อที่คนต่างถิ่นไปตั้งชื่อ จึงเรียกว่า "ภู"  ในสมัยก่อนพื้นที่ของภูชี้ฟ้าเป็นแดนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มีการต่อสู้ทางอาวุธและแนวความคิดที่รุนแรงแห่งหนึ่งของประเทศไทย ครั้นเมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายไป เริ่มมีผู้คนเดินทางมาชมธรรมชาติที่นี่ และแล้วชื่อเสียงของภูชี้ฟ้าก็ขจรขจายไปอย่างรวดเร็ว

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

          ดอยผาตั้ง อยู่ห่างจากภูชี้ฟ้าไปประมาณ 24 กิโลเมตร ในเขตบ้านผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น เมื่อชมทะเลหมอกยามเช้าที่ภูชี้ฟ้าแล้ว ช่วงบ่ายจึงเหมาะที่จะไปเที่ยวดอยผาตั้ง สิ่งที่น่าดูของดอยผาตั้งคือทิวทัศน์ที่มองเห็นแม่น้ำโขงที่กั้นพรมแดนไทย-ลาว ทิวทัศน์สุดสายตากับป่าเขียว ๆ บริเวณทางขึ้นสู่ผาตั้งยังมีผาบ่องลักษณะเป็นช่องหินขนาดใหญ่ ขนาดคนเดินผ่านได้ มองเห็นทิวทัศน์ของลาวได้สวยงามเช่นกัน

          การเดินทางไปยังดอยผาตั้ง สามารถใช้เส้นทางหลวงจังหวัดสาย 1093 และจากดอยผาตั้งยังสามารถเดินทางต่อไปยังอำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายได้อีกด้วย

   ภาพจาก https://img.kapook.com/u/2016/sutasinee/06/winter01.jpg

การเดินทาง ภูชี้ฟ้า 

         รถยนต์ การเดินทางจากจังหวัดเชียงราย ระยะทางประมาณ 108 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางเชียงราย - เทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร และจากเทิง - ปางค่า ระยะทาง 24 กิโลเมตร จากนั้นเป็นลูกรังถึงภูชี้ฟ้าระยะทาง 19 กิโลเมตร เช่น เดียวกับเส้นทางจาก อ. เทิง
         รถโดยสาร จากตัวเมืองเชียงรายนั่งรถประจำทางสายเชียงราย-เชียงคำ หรือ เชียงราย-เทิง-เชียงของ ไปลงที่ อ .เทิง รถออกทุก 30 นาที ค่ารถประมาณ 33 บาท  มีรถ 2 แถวขึ้นไปยังภูชี้ฟ้า เวลาบ่าย 2 เที่ยวเดียว รถอยู่หลังตลาดสด เดินเท้าไปประมาณ 400 เมตร ค่ารถประมาณ 70 บาท ราคาเหมาประมาณ 800 - 900 บาท
         หรือ นั่งรถตู้  มี 2 เวลา คือ 07.15 ถึงภูชี้ฟ้า 9 โมง ,13.00 ถึงภูชี้ฟ้า 14.30 ค่าโดยสาร 150 บาท เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสะดวกที่สุด
คลิปวิดีโอเพิ่มเติม





ข้อมูลจาก https://travel.sanook.com/1402253/                                                                                            https://img.kapook.com/u/2016/sutasinee/06/winter01.jpg

อันดับที่ 4 ภูลังกา

เที่ยวภูลังกา สัมผัสความหนาวใน จังหวัดพะเยา
                                                        ภาพจาก  คุณChatrawee Wiratgasem

            วนอุทยานภูลังกา คือ อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงของอำเภอเชียงคำ และอำเภอปง จังหวัดพะเยา อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำเปื๋อย ป่าน้ำหยวนและป่าน้ำลาว และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยม มีเนื้อที่ประมาณ 7,800 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545

 เที่ยวภูลังกา สัมผัสความหนาวใน จังหวัดพะเยา

            โดย “ภูลังกา” นั้นเป็นภูเขาสูงชันอยู่ใน เทือกเขาสันปันน้ำ วางตัวอยู่ในแนวตะวันออก-ตะวันตก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 900-1,720 เมตร มีลำห้วยที่สำคัญ คือ น้ำแม่คะไหลผ่านด้านทิศใต้ ห้วยน้ำต้มและน้ำแม่รูไหลลงน้ำแม่รูทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห้วยคะแนงและห้วยป่ายางไหลลงน้ำแม่ลาวทางทิศเหนือ ลำห้วยทั้งหมดจะไหลลงสู่แม่น้ำยมต่อไป

เที่ยวภูลังกา สัมผัสความหนาวใน จังหวัดพะเยา
                                                     ภาพจาก  คุณChatrawee Wiratgasem
               วนอุทยานภูลังกานั้น มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง โดยสถานที่ท่องเที่ยววนอุทยานภูลังกาแห่งแรกที่คุณจะองไม่ควรพลาดไปเยือน คือ ภูเทวดาเป็นยอดดอยที่สวยงาม          มีความสูง 1,720 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สูงที่สุดในเทือกเขาสันปันน้ำ ไทย-ลาว เป็นจุดชมทะเลเมฆหมอก ดวงอาทิตย์ขึ้นลงและดอกไม้ป่าสวยงาม โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาว
              จากนั้นขอแนะนำให้ไปเยือน ดอยภูนมเป็นสันเขาแคบๆทอดตัวต่อลดหลั่นมาจากดอยภูลังกา เป็นยอดดอยหัวโล้นมีหญ้าปกคลุมและลมพัดแรงบนยอดสามารถชมทิวทัศน์ได้รอบโดย เฉพาะทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้นและตก หลังจากนั้นไม่พลาดแวะไปยัง ดอยภูลังกาเป็นสันเขาแคบๆ ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและ ลมพัดแรง เมื่อขึ้นไปบนยอดดอยชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้าได้สวยงาม และสามารถมองเห็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
              และสุดท้ายคือ ดอยหัวลิงซึ่งถ้ามองทางทิศเหนือหรือใต้จะเห็นยอดดอยคล้ายหัวลิงหันหน้าไปทางทิศตะวัน ออก ด้านตะวันตกเป็นป่าดงดิบเขาด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาสูงชันมีหญ้าปกคลุมและ ลมพัดแรง เหมาะสำหรับชมทะเลหมอกและ พระอาทิตย์ขึ้น
วนอุทยานภูลังกา ไม่มีบ้านพักหรือค่ายพักแรมบริการแก่นักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะไปพักแรมค้างคืนเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือ ศึกษาหาความรู้ทางธรรมชาติ โปรดนำเต็นท์และเตรียมอาหารไปเอง โดยทางวนอุทยานได้จัดสถานที่ไว้ให้พร้อมกับห้องสุขา ให้ไปติดต่อขออนุญาตใช้สถานที่กับเจ้าหน้าที่ที่วนอุทยานภูลังกาโดยตรง
       
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ภูลังกา
                 ภาพจาก http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9590000127059


นอกจากนี้แล้วยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมาก เช่น 

ทุ่งดอกโคลงเคลง เป็นต้นไม้พุ่ม ดอกสีม่วง มีลักษณะสวยงาม ออกดอกบานสพรั่งในช่วงปลายฝนต้นหนาว และช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขึ้นรวมกันเป็นทุ่งกว้างและกระจัดกระจายทั่วไปในวนอุทยานภูลังกา
น้ำตกภูลังกา เป็นน้ำตก น้ำใสเย็น มี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 มีความสูง 30 เมตร ชั้นที่ 2 มีความสูง 20 เมตร มีความสวยงามในช่วงฤดูฝน
ลานหินล้านปี มีสภาพเป็นลานหินบนสันดอยภูลังกา มีมอสเกาะตามหิน โดยมีดอกไม้ป่าขึ้นกระจายสวยงาม เช่น ต้นบีโกเนีย, กล้วยไม้ป่า, ชมพูภูพาน, โคลงเคลง, เทียนป่า, ละตาเหินไหว เป็นต้น สวยงามมากช่วงปลายฝนต้นหนาว
หินแยงฟ้า เป็นแท่งหินยื่นโผล่ขึ้นไปบนฟ้า อยู่ปลายสุดของยอดดอยภูลังกา
ป่าก่อโบราณ เป็นสภาพป่าดิบเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์พืชสมุนไพรและต้นก่อขนาดใหญ่จำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมพันธุ์พืช ดอกไม้ป่า กล้วยไม้ป่า และชมนกได้อย่างสนุกตื่นเต้น โดยเฉพาะปลายฝนต้นหนาว
ร่องรอยตำนานคอมมิวนิสต์ในอดีต ดอยภูลังกาในอดีต เป็นฐานที่มั่นของคอมมิวนิสต์ ยังมีสนามเพลาะ หลุมระเบิด และถ้ำหลบภัย หลงเหลือให้ได้ดูชม


การเดินทาง 

รถยนต์ การเดินทางไปวนอุทยานภูลังกามี 3 เส้นทาง ดังนี้
1.เดินทางจากอำเภอเมืองเชียงรายตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 ถึงอำเภอเทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร จากอำเภอเทิงถึงอำเภอเชียงคำ 26 กิโลเมตร ไปบ้านทุ่งหล่มใหม่ 8 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงบ้านแฮะ 12 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปอีก 5 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงวนฯ 12 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 127 กิโลเมตร
2.เดินทางจากจังหวัดพะเยาผ่านอำเภอปงถึงแยกทางเข้าอำเภอเชียงคำตามทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 1092 ระยะทาง 104 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่ออีก 3 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 เลี้ยวซ้ายไปทางทิศเหนือถึงวนฯ 12 กิโลเมตร รวมระยะทาง 119 กิโลเมตร
3.เดินทางจากอำเภอเมืองน่านถึงอำเภอท่าวังผาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข1080 ระยะทาง 43 กิโลเมตร เดินทางไปทางเหนือแล้วเลี้ยวขวาไปอำเภอสองแถวตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 ระยะทาง 33 กิโลเมตร จากอำเภอสองแถวถึงอำเภอเชียงคำแล้วเดินทางต่อไปถึงวนฯ 71 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด 147 กิโลเมตร


คลิปวิดีโอเพิ่มเติม









อันดับที่ 5 อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก


              อุทยานแห่งชาติ ดอยฟ้าห่มปก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 524 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนของทิวเขาผีปันน้ำ มีความสูงตั้งแต่ 400 – 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีดอยสำคัญได้แก่ ดอยฟ้าห่มปก ดอยปู่หมื่น ดอยแหลม และดอยอ่างขาง สภาพป่าทั่วไปมีความอุดมสมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำแห่งแม่น้ำฝาง

สถานที่น่าสนใจใน อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก
           โป่งน้ำร้อนฝาง ซึ่งเกิดจากพลังงานความร้อนใต้ผิวโลก น้ำมีอุณหภูมิสูงถึง 90-130 องศาเซลเซียส มีน้ำแร่ทั้งปี เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.00-20.00 น. น้ำตกโป่งน้ำดัง น้ำตกหินปูนขนาดเล็ก แต่มีเสน่ห์ไม่แพ้น้ำตกขนาดใหญ่ มีถ้ำเล็กๆ ให้เข้าไปรับความชุ่มฉ่ำ รวมถึงชมหินงอกหินย้อยภายในถ้ำ ถ้ำห้วยบอน เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ลึกประมาณ 300 เมตร เมื่อเข้าไปกลางถ้ำจะพบโถงถ้ำใหญ่ ซึ่งจุคนได้ประมาณ 40-50 คน สภาพแวดล้อมภายในเต็มไปด้วยเสาหินและหินงอกหินย้อยขนาดต่างๆ ให้ความตื่นตาไม่น้อย

            ดอยผ้าห่มปก ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีความสูง 2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีหมอกปกคลุมจัดและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี อีกหนึ่งเสน่ห์ของดอยผ้าห่มปกอยู่ที่นก และผีเสื้อที่น่าสนใจ เช่น นกปีกแพรสีม่วง นกปรอดหัวโขนก้นเหลือง ผีเสื้อมรกตผ้าห่มปกซึ่งพบที่นี่แห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย
            สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากตั้งแค้มป์พักแรม ต้องไปที่ กิ่วลม เท่านั้น เนื่องจากทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้พักแรมบนยอด ดอยผ้าห่มปก เพราะเป็นหน้าผาสูงชัน อาจเกิดอันตรายได้ง่าย การเดินทางขึ้นยอด ดอยผ้าห่มปก ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน ก่อนเดินทางควรติดต่อขออนุญาต ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ฝาง และมีค่าใช้จ่ายในการเช่ารถรับ-ส่งจากอุทยานฯไปยังทางขึ้นดอย และการเดินทางขึ้นสู่ ยอดดอยฟ้าห่มปก นั้นต้องเตรียมตัวให้พร้อมลุย เพราะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ให้บริการ สอบถามรายละเอียดที่อุทยานฯ โทร. 0 5345 1441 ต่อ 302, 0 5345 3517-8

การเดินทางไป อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก
-โดยรถส่วนตัว จากเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ถึงตัวเมืองฝางตรงไปจนพบสามแยกไฟแดงให้เลี้ยวซ้ายไป 9 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางชัดเจนตลอดทาง เป็นถนนลาดยาง จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ
โดยรถประจำทางปรับอากาศ ของบริษัทขนส่งจำกัด และบริษัทรถร่วมเอกชน เส้นทาง กรุงเทพ-ฝาง หรือ เชียงใหม่-ฝาง เมื่อถึง อ.ฝาง จะมีรถรับจ้างคอยบริการรับส่งสู่ที่ทำการอุทยานฯ อีกประมาณ 10 กิโลเมตร
สถานที่ติดต่อ อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ตู้ปณ.39 ต.โป่งน้ำร้อน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ 50110 โทร. 0 5345 3517-8 ต่อ 104 หรือติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือสำรองที่พักด้วยตนเองที่ http://www.dnp.go.th
**อุทยานแห่งชาติจะทำการปิดบริเวณยอดดอยผ้าห่มปก ระหว่างวัน 1 กรกฎาคม – 30 กันยายนของทุกปี



คลิปวิดีโอเพิ่มเติม


คลิปจาก https://www.youtube.com/watch?v=PyNgq3ly1Mg





อันดับที่ 6 ปางอุ๋ง


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปางอุ๋ง แม่ฮ่องสอน
ภาพจาก  http://www.amazingthaitour.com/

              ปางอุ๋ง  หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันตราย อยู่ติดแนวชายแดนพม่ามีกองกำลัง ต่างๆ มีการขนส่ง ปลูกพืชเสพติด รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าอยู่เสมอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระราชินีนาถจึงมีพระราชดำริ ให้รวบรวมราษฎรกลุ่มน้อยบริเวณนั้น และพัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ โดยมีพระราชประสงค์สร้าง ความมั่นคงแนวชายแดน พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎร ให้ดีขึ้นและฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป  
            หมายเหตุ: โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) จ. แม่ฮ่องสอนตั้งอยู่คนละแห่งกับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง จ. เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโครงการหลวง แต่เป็นโครงการในพระราชดำริเหมือนกัน ข้อมูลของโครงการหลวงปางอุ๋ง คลิ๊ก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง                  ปางอุ๋ง มีลักษณะเป็นพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นทิวสนที่ปลูกเรียงรายกัน ปางอุ๋ง ที่หลายๆ คนอาจยังไม่เข้าใจความหมาย คำว่า ปาง ซึ่งหมายถึงที่พักของคนทำงานในป่า ส่วน อุ๋ง นั้น เป็นภาษาเหนือหมายถึงที่ลุ่มต่ำ คล้ายกระทะใบใหญ่มีน้ำขังเฉอะแฉะ       ก็น่าจะหมายถึงที่พักริมอ่างเก็บน้ำนี่เอง ภาพอันสวยงามของไอหมอกที่ลอยเหนือทะเลสาป กับบรรยากาศอันหนาวเหน็บในยามเช้า ทำให้ปางอุ๋ง กลาย  เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ยอดฮิตสุดแสนโรแมนติกติดอันดับต้นๆของ แม่ฮ่องสอน จนได้รับขนานนาม ว่าเป็น "สวิตเซอร์แลนด์แห่งเมืองไทย" ยิ่งยามพระอาทิตย์ขึ้นจะสะท้อนผืนน้ำผ่านทิวสน และไอหมอกบางๆ ยิ่งเป็นภาพที่สร้างความประทับยากจะลืมเลือน แม้ในกระทั่งเวลาที่หมอกเลือนลางหายไปก็ยังคงความงาม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปางอุ๋ง แม่ฮ่องสอน
                                                                     ภาพจาก http://www.govivigo.com/ideas
                                                                                                                                                                                    ที่ปางอุ๋งนอกจากชมบรรยากาศของสายหมอกในยามเช้าแล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่พลาดไม่ได้ คือ การนั่งแพชมทัศนียภาพและ บรรยากาศโดยรอบ รวมถึงชมนดาราแห่งปางอุ๋ง นั่นก็คือหงส์พระราชทานจากสมเด็จพระราชินี ซึ่งเป็นหงส์ดำและหงส์ขาวอย่างละ คู่ด้วยกันและไม่ควรพลาดที่จะไปชมสวนปางอุ๋งใกล้กับ ที่ทำการของโครงการพระราชดำริฯ ซึ่งจัดสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีพืชพรรณ ที่กลมกลืนกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูงทดแทนไร่ฝิ่น ร้างแต่ดั้งเดิมซึ่งไว้ลูกพืชที่ให้ประโยชน์ทางด้านอาหารและยาแพทย์แผนไทย และสร้างความกลมกลืนกับ ภูมิประเทศ เช่น อะโวคาโด พลับ สาลี่ บ๊วยอีกทั้งยังมีการตกแต่งด้วยสวนไม้ ดอกไม้ประดับเมืองหนาว เช่น กุหลาบ ไฮเดรนเยีย พวงแสด อีกทั้งยังมีการพยายามนำพืชและสัตว์ประจำถิ่นของพื้นที่ปางอุ๋งกลับมา เช่น เอื้องแซะและ กล้วยไม้ต่างๆ และสัตว์อย่างเขียดแลน เป็นต้น


คลิปวิดีโอเพิ่มเติม










เทคนิคการเตรียมของเที่ยวหน้าหนาว


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เตรียมของขึ้นดอย

1. เสื้อกันหนาวตัวโต เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับฤดูกาลนี้ เพราะไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องพบกับความหนาวเย็น อย่างจะขึ้นเหนือไปเขา ยอดภู อุณหภูมิก็อยู่ระดับเลขตัวเดียวหรือสองหลัก หรือจะเดินทางไปต่างประเทศก็อาจไปเจอความหนาวเย็นระดับติดลบ และเจ้าเสื้อตัวดีนี่แหละที่ทั้งความหนา ความยาว ความบวม กินพื้นที่ในกระเป๋าไปเกือบครึ่ง ดังนั้นคุณจึงควรหาซื้อถุงสูญญากาศ (ราคาประมาณ 40-50 บาท) มาใช้ใส่เจ้าเสื้อพวกนี้ก่อนแพกเข้ากระเป๋า เชื่อได้ว่าจะมีที่เหลือให้คุณได้เลือกหยิบรองเท้าบูทคู่เก่งหรือหมวกใบเก๋ อีกสักใบไปใส่เฉิดฉายในทริปได้อีก
2. เพื่อการป้องกันอากาศหนาวเย็น ผ้าคลุมที่หยิบติดมือไปใช้สารพัดประโยชน์ระหว่างการเดินทาง ทั้งห่มตัว คลุมไหล่ พาดคอ ฯลฯ ควรเลือกแบบที่มีส่วนผสมของ Woo เพราะจะช่วยให้ความอบอุ่นได้ดีกว่า       
3. หยิบพวกเสื้อกล้าม หรือเลกกิ้งไป เพื่อเพราะข้าวของเหล่านี้จะกลายเป็นของจำเป็นขึ้นมาได้ ด้วยการใช้เป็นเสื้อตัวในหรือใส่เพิ่มอีกชั้นในกรณีที่อากาศเย็นมาก ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น แทบถ้าในระหว่างวันอากาศเปลี่ยนก็สามารถแวะหาห้องน้ำถอดออกได้ไม่ต้องทนร้อน เมื่อเทียบกับการใส่เสื้อหรือกางเกงหนาๆ เพียงตัวเดียว
4. ฤดูนี้โรคหวัดแพร่กระจายได้ง่าย ยิ่งมีหวัดน่ากลัว อย่างหวัดนก หวัดหมู การพกเจลล้างมือติด ตัวไปไม่ต้องหาที่ล้างมือทำความสะอาดให้ยุ่งยาก เพียงแค่บีบเจลล้างมือหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะอย่างการจับราวบันได หรือ โหนที่จับบนรถไฟฟ้าเท่านั้นก็จะช่วยลดความเสี่ยงให้คุณได้ไม่น้อย แต่อย่าลืมหมั่นบำรุงทาครีมโลชั่นสำหรับมือเป็นประจำด้วยเพื่อช่วยลดความแห้งของมือ ที่เกิดจากการใช้เจลล้างมือ
5. สำหรับกล้องถ่ายรูปดิจิตอล การใช้งานในหน้าหนาวหรือที่ๆ อุณหภูมิต่ำ จะมีผลต่อการใช้พลังงาน เนื่องจากต้องใช้แบตเตอรี่มากขึ้น ทำให้แบตเตอรี่ของคุณหมดเร็ว ยิ่งถ้าเป็นกล้องที่ทันสมัยมากๆ หน้าจอระดับความละเอียดสูงๆ อาจใช้ถ่ายได้เพียง 100 ภาพ ต่อการชาร์ตหนึ่งครั้ง ดังนั้นควรพกพกแบตเตอรี่สำรองไปเผื่อ ถ้าคุณเป็นคนชอบถ่ายรูป

ข้อมูลจาก https://travel.mthai.com/travel_tips/70699.html